ปราสาทบ้านพลวง
ปราสาทบ้านพลวง ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นศาสนสถานขนาดเล็ก หรือสรุก จำนวน 1 หลัง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก สร้างตามแบบศิลปะแบบบาปวนสร้างด้วยหินทรายสีขาวบนฐานศิลาแลง ล้อมรอบด้วยคูน้ำรูปตัวยู องค์ปราสาทมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 4 x 4 เมตร ฐานศิลาแลงมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดประมาณ 8 x 23 เมตร สันนิษฐานกันว่า ด้วยฐานศิลาแลงขนาดใหญ่เพียงนี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีความตั้งใจสร้างให้มีปราสาท 3 องค์ บนฐานเดียวกัน แต่คงมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น สงคราม โรคระบาด ความแห้งแล้ง จึงส่งผลให้การสร้างปราสาทชะงักไป
ปราสาทมีประตูทางเข้าเพียงทางเดียว อีกทางด้านเป็นประตูหลอก ทับหลังด้านตะวันออกและด้านใต้สลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ทับหลังด้านทิศเหนือสลักเป็นภาพพระศิวะปราบนาคกาลิยะ ส่วนทับหลังด้านตะวันตกยังไม่ได้สลักภาพใดๆ
ปราสาทบ้านพลวงเป็นปราสาทที่ยังสร้างไม่เสร็จ สังเกตได้จากภาพแกะสลักยังไม่เสร็จ โดยภาพส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของเทพปกรณัมในลัทธิไศวะนิกาย แต่มีการสลักภาพสัตว์ เช่น สลักภาพกระรอกกระแต และกวางป่าไว้เหนือใบระกาด้านต่อดอกพันธุ์พฤกษา ซึ่งไม่ปรากฏในปราสาทแห่งใด
ปราสาทบ้านพลวง ได้รับการบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2514 - 2516 ด้วยวิธีอนัสติโลซีส คือการรื้อมาและประกอบเป็นจิกซอว์ขึ้นใหม่ เสริมโครงสร้างและรากฐานใหม่ หินส่วนไหนขาดก็เติมหินเข้าไปใหม่ให้สมบูรณ์ โดยไม่ขัดกับลวดลายและศิลปะเดิมของปราสาท โดยนายแวนส์ เรย์ ซิลเดรส นักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมื้อนี้ที่ทีมงานอีสานร้อยแปดเฮาจะพาไปเยี่ยมชม “ปราสาทบ้านพลวง” ตั้งอยู่ในหมนหมู่บ้านพลวง ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ครับ ถ้าหากพี่น้องเดินทางมาจากตัวเมืองสุรินทร์มาจนถึงตัวอำเภอปราสาท ให้เดินทางต่อไปทางทิศใต้ตามถนนทางหลวงสายสุรินทร์ – ช่องจอม (เส้น 214) จะมีแยกตัดกับถนนหมายเลข 24 ให้เดินทางต่ออีกประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่เขตหมู่บ้านและตัวปราสาท ก่อนถึงทางเข้าก็จะมีป้ายบอกชัดเจนเด่นชัดสีเหลืองอร่าม จุดนี้สามารถจอดรถลงมาถ่ายรูปได้ จากข้อมูลตามป้ายตัวปราสาทจะอยู่ห่างเข้าไปอีกประมาณ 600 เมตร
เดินทางต่ออีกแค่อึดใจเดียว เราก็เดินทางเข้ามาที่บริเวณตัวปราสาท ค่อนข้างเงียบสงบ และ ร่มรื่นมากๆครับ และจุดแรกก็คือ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเข้าชมตัวปราสาท ช่วยกันเพื่อเป็นค่าดูแลรักษาและบำรุงสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งราคาสำหรับชาวไทยก็ไม่แพงครับ แค่ 10 บาทเท่านั้นเอง สำหรับชาวต่างชาติก็แพงขึ้นมาหน่อย ต้องจ่าย 50 บาท และเปิดให้เราเข้าชมตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า จนถึงหกโมงเย็นเลยทีเดียว
ชุมชนโบราณที่บ้านพลวง
บ้านพลวงเป็นชุมชนโบราณที่ไม่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบมีปราสาทบ้านพลวงเป็นศูนย์กลางของชุมชน ทางด้านทิศตะวันออกห่างออกไปจากตัวปราสาทประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของบารายหรืออ่างเก็บน้ำโบราณขนาดใหญ่ แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งสร้างขึ้นตามคติการวางผังเมืองของชุมชนและเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของชาวบ้านในอดีต
บ้านพลวงเป็นชุมชนโบราณที่ไม่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบมีปราสาทบ้านพลวงเป็นศูนย์กลางของชุมชน ทางด้านทิศตะวันออกห่างออกไปจากตัวปราสาทประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของบารายหรืออ่างเก็บน้ำโบราณขนาดใหญ่ แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งสร้างขึ้นตามคติการวางผังเมืองของชุมชนและเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของชาวบ้านในอดีต
อายุสมัยของปราสาทบ้านพลวง
ปราสาทบ้านพลวง สร้างขึ้นตามรูปแบบศิลปกรรมเขมรโบราณตรง กับสมัยคลังต่อเนื่องถึงสมัยบาปวน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 หรือประมาณ 1,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราสามารถศึกษาและกำหนดอายุได้จากลวดลายและลักษณะของทับหลังที่มีส่วนท่อนพวงมาลัยมีอุบะมาแบ่งเลี้ยว และลวดลายที่ประดับตกแต่งตามส่วนต่างๆของปราสาท ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของศิลปกรรมเขมรในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ปราสาทบ้านพลวง สร้างขึ้นตามรูปแบบศิลปกรรมเขมรโบราณตรง กับสมัยคลังต่อเนื่องถึงสมัยบาปวน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 หรือประมาณ 1,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราสามารถศึกษาและกำหนดอายุได้จากลวดลายและลักษณะของทับหลังที่มีส่วนท่อนพวงมาลัยมีอุบะมาแบ่งเลี้ยว และลวดลายที่ประดับตกแต่งตามส่วนต่างๆของปราสาท ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของศิลปกรรมเขมรในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
ทำไมส่วนยอดปราสาทบ้านพลวงถึงหายไป?
หากเราสังเกตที่ยอดปราสาทในปัจจุบันจะพบบว่าปราสาทบ้านพลวงมีส่วนยอดที่หักหายไปซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้มีผู้รู้สันนิษฐานว่า
หากเราสังเกตที่ยอดปราสาทในปัจจุบันจะพบบว่าปราสาทบ้านพลวงมีส่วนยอดที่หักหายไปซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้มีผู้รู้สันนิษฐานว่า
- อาจจะเป็นเพราะว่าการก่อสร้างยังไม่เสร็จ
- สร้างเสร็จแล้ว แต่ส่วนยอดใช้วัสดุอื่นที่ไม่ใช่หินทรายหรือศิลาแลง เช่น อิฐหรือไม้ ทำให้พังทลายจนหมดสิ้น
- สร้างเสร็จแล้ว และใช้หินทรายในการก่อสร้าง แต่ภายหลังจากการพังทลายลงของปราสาท ได้มีการเคลื่อนย้ายหินที่ตกหล่นออกไปจากพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ
อ้างอิง
https://esan108.com
ผู้จัดทำ
1.นางสาวทักษพร ยิ่งรุ่งเรือง
2.นางสาวมันทิตา อินทร์ชา



